เคยไหมครับ? ยืนงงในดงสกินแคร์และเครื่องสำอางที่มีป้ายตัวเลข SPF 15, SPF 25, SPF 50 ไปจนถึง SPF 100+ วางเรียงรายเต็มชั้นวางไปหมด ใจหนึ่งก็คิดว่า “เลือกตัวเลขสูง ๆ ไว้ก่อนน่าจะปลอดภัยที่สุด ผิวจะได้ไม่พัง” แต่อีกใจก็แอบกังวลว่า “เอ๊ะ! แล้วถ้ามันสูงเกินไป ผิวหน้าเราจะอุดตันจนสิวบุก หรือจะเกิดอาการแพ้สารเคมีแทนหรือเปล่า?”
“ผิวหน้า” คือปราการด่านแรกที่ต้องเผชิญกับแสงแดด ตัวการร้ายที่ไม่ได้มาแค่ความร้อน แต่ยังพกพารังสีตัวร้ายอย่าง UVA และ UVB ที่พร้อมจะกระชากความอ่อนเยาว์ ทำลายคอลลาเจน ก่อให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัย (Photoaging)
วันนี้เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกและไขข้อข้องใจแบบหมดเปลือกในระดับโมเลกุลว่า จริงๆ แล้ว ค่า SPF เท่าไหร่กันแน่ที่ครีมกันแดดและเครื่องสำอางสำหรับผิวหน้าควรมี? ตัวเลขไหนคือความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปจนหน้าหมอง และไม่มากเกินไปจนผิวอุดตัน!
ก่อนจะไปดูตัวเลขที่เหมาะสม เราต้องมาปรับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันก่อน หลายคนยังเข้าใจผิดว่า ค่า SPF (Sun Protection Factor) คือ “ระยะเวลา” ที่เราสามารถตากแดดได้ เช่น ถ้าปกติแดดเผาใน 10 นาที การทา SPF 25 จะช่วยกันได้ $10 \times 25 = 250$ นาที (หรือประมาณ 4 ชั่วโมง)
ในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ ค่า SPF คือ “ตัวบ่งชี้ปริมาณรังสี UVB ที่ผิวสามารถทนได้เพิ่มขึ้นก่อนที่ผิวจะเริ่มแดงหรือไหม้เกรียม” เมื่อเทียบกับผิวที่ไม่ได้ทาอะไรเลย
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุด ลองมาดูตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVB ของค่า SPF แต่ละระดับกันครับ:
| ค่า SPF | ประสิทธิภาพในการบล็อกรังสี UVB | ปริมาณรังสีที่เล็ดลอดเข้าสู่ผิวได้ |
| SPF 15 | ปกป้องผิวได้ประมาณ 93% | รังสีเล็ดลอดได้ 7% |
| SPF 25 | ปกป้องผิวได้ประมาณ 96% | รังสีเล็ดลอดได้ 4% |
| SPF 50 | ปกป้องผิวได้ประมาณ 98% | รังสีเล็ดลอดได้ 2% |
| SPF 100 | ปกป้องผิวได้ประมาณ 99% | รังสีเล็ดลอดได้ 1% |
เห็นความลับของตัวเลขหรือยังครับ? ระหว่าง SPF 25 กับ SPF 50 ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวต่างกันเพียงแค่ 2% เท่านั้น และต่อให้คุณใช้ SPF สูงทะลุหลอดไปถึง 100 มันก็ไม่ได้ปกป้องผิวได้ 100% เต็ม (ไม่มีกันแดดใดในโลกทำได้) แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นตามตัวเลขคือ “ความเข้มข้นของสารเคมีกันแดด” ซึ่งอาจส่งผลให้เนื้อสัมผัสเหนียวเหนอะหนะขึ้นและเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิวหน้ามากขึ้นนั่นเอง
สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (AAD) และผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังทั่วโลกต่างให้คำแนะนำตรงกันในระดับมาตรฐานว่า:
“สำหรับผิวหน้าในชีวิตประจำวัน ครีมกันแดดควรมีค่า SPF ตั้งแต่ 25 ถึง 50 เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุด”
ทำไมต้องเป็นช่วงตัวเลขนี้? เราสามารถแบ่งตามไลฟ์สไตล์และการใช้งานจริงได้ดังนี้ครับ:
หากชีวิตประจำวันของคุณคือการตื่นเช้า ขับรถหรือนั่งรถไฟฟ้ามาทำงาน นั่งทำงานในห้องแอร์เปิดไฟนีออน และเดินออกไปกินข้าวเที่ยงแค่หน้าปากซอยไม่เกิน 1 ชั่วโมง ค่า SPF 25 คือความพอดีระดับสิบเต็มสิบ เพราะมันช่วยปกป้องผิวจาก UVB ได้ถึง 96% ซึ่งเพียงพอแล้ว แถมเนื้อสัมผัสของ SPF 25 มักจะบางเบา สบายผิว สบายหน้า ไม่ทำให้เมคอัพเยิ้มระหว่างวัน และลดโอกาสเกิดสิวอุดตันได้ดีเยี่ยม
หากคุณต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง เล่นกีฬา ออกรอบตีกอล์ฟ ไปเที่ยวทะเล หรือแม้กระทั่งคนที่ต้องนั่งทำงานติดหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่แดดส่องถึงตลอดเวลา รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาผิวบาง เลเซอร์หน้ามาใหม่ๆ หรือเป็นฝ้ากระได้ง่าย ค่า SPF 50 คือปราการป้องกันที่จำเป็น เพราะแดดเมืองไทยขึ้นชื่อเรื่องความแรงในระดับ Extreme การขยับขึ้นมาใช้ SPF 50 จะช่วยเซฟผิวเพิ่มขึ้นอีกระดับ
ปัจจุบัน แบรนด์บิวตี้หันมาใส่สารกันแดดในเครื่องสำอางกันแทบจะทุกไอเทม ตั้งแต่เบสเมคอัพ คุชชั่น รองพื้น ไปจนถึงแป้งพัฟ โดยส่วนใหญ่มักจะใส่มาที่ระดับ SPF 15 ถึง SPF 25
คำถามยอดฮิตคือ “ถ้าในรองพื้นมี SPF 25 แล้ว เรายังต้องทาครีมกันแดดแยกอีกไหม?”
คำตอบจากแพทย์ผิวหนังคือ: “ต้องทาครีมกันแดดแยกครับ! ห้ามพึ่งพา SPF จากเครื่องสำอางเพียงอย่างเดียวเด็ดขาด”
สาเหตุเป็นเพราะเรื่องของ “ปริมาณในการทา”
การที่ครีมกันแดดจะทำหน้าที่ปกป้องผิวได้เต็มประสิทธิภาพตามค่า SPF ที่ระบุบนฉลาก คุณจะต้องทาในปริมาณ 2 ข้อนิ้วมือ (หรือขนาดเท่าเหรียญสิบ) สำหรับทั่วทั้งใบหน้า
ลองจินตนาการดูครับว่า ถ้าคุณต้องบีบ “รองพื้น” หรือ “คุชชั่น” ออกมาหนาเตอะขนาด 2 ข้อนิ้วมือเพื่อทาหน้าให้ได้ค่า SPF ตามฉลาก หน้าของคุณคงจะหนาเป็นหน้ากาก ลอย และเทาเยิ้มจนดูไม่ได้อย่างแน่นอน ในชีวิตจริงเราทารองพื้นกันเพียงแค่ 1-2 หยดเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งปริมาณแค่นั้นจะทำให้ค่า SPF 25 ในรองพื้น ลดประสิทธิภาพเหลือจริงบนผิวหน้าไม่ถึง SPF 5 ด้วยซ้ำ!
ดังนั้น ให้คิดเสมอว่า SPF ในเครื่องสำอางเป็นเพียงแค่ "โบนัสเสริม" ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างที่ครีมกันแดดทาไม่ทั่วถึงเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนกันแดดตัวจริงได้
การเลือกสกินแคร์ปกป้องผิวหน้า จะดูแค่ค่า SPF อย่างเดียวไม่ได้ เพราะ SPF ปกป้องผิวได้แค่จากรังสี UVB (ที่ทำให้ผิวไหม้ แดง แสบ) แต่รังสีที่น่ากลัวและทำลายลึกที่สุดคือ รังสี UVA (ที่ทำให้เกิดริ้วรอย หน้าแก่ก่อนวัย และมะเร็งผิวหนัง) ซึ่งรังสี UVA นี้สามารถทะลุผ่านกระจกออฟฟิศและก้อนเมฆมาหาเราได้ตลอดเวลา
สารปกป้องรังสี UVA จะถูกแสดงด้วยค่า PA (Protection Grade of UVA) บนฉลาก
สำหรับผิวหน้าในชีวิตประจำวัน: ควรเลือกเครื่องสำอางหรือกันแดดที่มีค่า PA+++ ขึ้นไป (มีเครื่องหมายบวก 3 ถึง 4 ตัว) เพื่อการปกป้องผิวหน้าไม่ให้แก่ก่อนวัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือมองหาคำว่า Broad Spectrum บนฉลากสินค้า
เพื่อประโยชน์สูงสุดของผิวหน้าและการแต่งหน้าที่เรียบเนียน ลองนำสูตรนี้ไปปรับใช้ดูครับ:
ขั้นตอนสกินแคร์: ทาครีมกันแดดเพียว ๆ ที่มีค่า SPF 25 ถึง SPF 50 และ PA++++ เป็นเนื้อสัมผัสที่เหมาะกับสภาพผิว (ผิวมันใช้เนื้อเจล/ไฮบริด, ผิวแห้งใช้เนื้อครีม) ในปริมาณ 2 ข้อนิ้วมือ รอให้เซตตัว 5 นาที
ขั้นตอนเมคอัพ: เลือกใช้รองพื้น คุชชั่น หรือแป้งที่มีส่วนผสมของ SPF 15 - 25 ทับลงไป เพื่อเป็นเกราะป้องกันชั้นที่สอง และช่วยให้การแต่งหน้าดูเนียนกริบ ไร้กังวล